» Home » Magazine » News » Column » Article » Knowledge » Law » About us

ผลสรุปการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนมาบตาพุด ต้องการให้อุตสาหกรรมขยายตัวต่อไป
วันที่ : 12/8/2009   Article:Intrend

ดร.โสภณ พรโชคชัย
ประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย


ปัญหาสิ่งแวดล้อมในมาบตาพุดได้กลายเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างกว้างขวางจนเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม2552 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งในคดีเกี่ยวกับโครงการอุตสาหกรรม76โครงการ<1> ปัญหาสิ่งแวดล้อมนี้เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทยจึงส่งอาสาสมัครนักวิจัยออกสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเพื่อสะท้อนภาพของปัญหาจากประชาชนเจ้าของพื้นที่จริง

มูลนิธิหวังว่าข้อค้นพบในการศึกษานี้เป็นประโยชน์ต่อการวางแผนจัดการสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาเมืองในพื้นที่มาบตาพุดและขอยืนยันว่าการศึกษานี้ดำเนินการด้วยความบริสุทธิ์ใจ
ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียไม่ได้มีอคติ และไม่ได้รับอามิสหรือผลประโยชน์จากผู้ใด

เกี่ยวกับการสำรวจ
การสำรวจนี้ดำเนินการในช่วงวันที่14, 15 และ 22 พฤศจิกายน2552 การสุ่มตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มแบบสองขั้น (Two-stage Sampling)โดยการสุ่มในขั้นแรก เป็นการสุ่มชุมชนตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบง่าย(Simple Random Sampling)ในระดับชุมชน ได้ 21 ชุมชน จาก 31 ชุมชน และการสุ่มขั้นที่2 คือการสุ่มประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนที่สุ่มได้ในขั้นที่ 1 สำหรับขนาดตัวอย่างจำนวนครัวเรือนเป็นไปตามสูตรของYamaneโดยได้ตัวอย่างจริงครั้งนี้ได้ขนาดตัวอย่างทั้งสิ้น 1,107 คน ทั้งหมด 1,107 ครัวเรือนครอบคลุมประชากร 3,918 คน จากจำนวนประชากรทั้งหมด 33,492 คน หรือครอบคลุม11.70%ของประชากรทั้งหมด ในอีกแง่หนึ่งหากพิจารณาจากจำนวนผู้ให้สัมภาษณ์ซึ่งเป็นบุคคลที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปจะพบว่าจำนวนผู้ให้สัมภาษณ์จำนวน1,107คน เป็นสัดส่วนเท่ากับ4.7%ของจำนวนประชากรอายุ18ปีขึ้นไปมีอยู่ทั้งหมด23,597 คนในมาบตาพุด<2> ซึ่งถือเป็นสัดส่วนประชากรที่เพียงพอในการสุ่มที่เชื่อถือได้

ประชาชนต้องการอุตสาหกรรม
ประเด็นสำคัญที่พึงพิจารณาในเชิงนโยบายก็คือประชากรส่วนใหญ่(65.3%หรือสองในสาม)ในพื้นที่มาบตาพุดเห็นควรให้มีการขยายตัวของอุตสาหกรรมในพื้นที่ต่อไปมีเพียงหนี่งในสาม
ที่เห็นว่าควรหยุดขยายอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตามหากนับรวมผู้ที่ยังไม่แน่ใจหรือไม่มีความเห็น 22.2% แล้ว จะพบว่า ประชากรที่เห็นว่าควรหยุดขยายตัวมีอยู่ 26.6% หรือเพียงครึ่งหนึ่งของประชากรที่เห็นควรให้อุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุดควรจะขยายตัวต่อไป(51.1%)

หากพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่าแม้ประชากรที่อยู่อาศัยในพื้นที่เกิน10ปี ถึง55%จะเห็นควรให้อุตสาหกรรมขยายตัวต่อไปแต่ก็ยังน้อยกว่าค่าเฉลี่ยรวมที่65.3% นอกจากนี้แม้กลุ่มประชากรที่เป็นเจ้าของบ้านโดยเฉพาะบ้านเดี่ยวส่วนมากจะเห็นควรให้มีการขยายตัวของอุตสาหกรรมต่อไป แต่ก็ยังถือว่าน้อยกว่าค่าเฉลี่ยที่65.3%เช่นกัน การนี้แสดงให้เห็นว่า ประชากรส่วนน้อยที่ไม่อยากให้อุตสาหกรรมขยายตัวคงคำนึงถึงความเคยชินในการอยู่อาศัยและการยึดติดกับอสังหาริมทรัพย์ที่ครอบครองเป็นสำคัญ

มลพิษกับการเจ็บป่วย
มักมีการอ้างอิงว่ามลพิษในมาบตาพุด ทำให้เกิดการเจ็บป่วยต่าง ๆ นานา การศึกษานี้จึงได้สำรวจความเห็นของประชาชนในประเด็นนี้ โดยพบว่าในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมาจำนวนผู้เจ็บป่วยหรือเสียชีวิตตามผลกระทบจากมลพิษในเขตมาบตาพุดมีอยู่ทั้งหมด 504 ราย หรือประมาณ 12.86% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ทั้งนี้แยกเป็นสาเหตุจากการทำงานในสถาน
ประกอบการ 92 ราย หรือ 2.35% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ที่เหลืออีก 412 รายหรือ 10.52% ป่วยหรือเสียชีวิตจากการอยู่อาศัยในพื้นที่

ในการพิจารณาผลกระทบจากมลพิษควรพิจารณาแยกกลุ่มผู้ป่วยและเสียชีวิตจากมลพิษในสถานประกอบการออกก็เพราะผลกระทบจากมลพิษในกรณีนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกแห่ง
ทั่วประเทศทั้งนี้มักเป็นผลจากความประมาทและการขาดการควบคุมอาชีวอนามัยที่ดีในสถานประกอบการ ดังนั้นในการพิจารณาถึงมลพิษในมาบตาพุดจึงควรเน้นเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการอยู่อาศัยซึ่งมีอยู่ประมาณ 10.52% ของประชากรทั้งหมดเป็นสำคัญ



อย่างไรก็ตามเมื่อตรวจสอบการเจ็บป่วยจากทุกกลุ่มพบว่า ส่วนมาก(11.82%)มักเป็นการเจ็บป่วยเล็กน้อย เช่น เป็นหวัด ภูมิแพ้ เป็นต้น กลุ่มที่เชื่อว่าป่วยหนักหรือเสียชีวิตเพราะมลพิษ
มีเพียง 0.69%ของประชากรทั้งหมดเท่านั้น ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าจำนวนผู้เจ็บป่วยและเสียชีวิตจากมลพิษมีไม่มากนักซึ่งแตกต่างจากความเชื่อทั่วไปที่ว่ามลพิษได้ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพในบริเวณมาบตาพุด

จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ พบว่าสาเหตุหลักของการตายของประชาชนในจังหวัดระยอง ในปี 2548 เป็นเพราะสาเหตุภายนอกการป่วยและการตาย(เช่น อุบัติเหตุ ฆ่าตัวตาย ถูกฆ่าตาย) ถึง15% รองลงมาคือสาเหตุจากโรคมะเร็งและเนื้องอก12.7%และสาเหตุจากโรคติดเชื้อและปรสิต12.6% อย่างไรก็ตามสาเหตุการตายจากโรคมะเร็งและเนื้องอกในจังหวัดระยองกลับมีสัดส่วนต่ำกว่าระดับทั่วประเทศ<3>

อีกประจักษ์หลักฐานหนึ่งที่ชี้ว่าการเจ็บป่วยเพราะมลพิษในมาบตาพุดยังไม่ได้อยู่ในระดับที่สูงเกินมาตรฐานทั่วประเทศก็คือการเปรียบเทียบ“จำนวนประชากรที่ป่วยหรือรู้สึกไม่สบายระหว่างหนึ่งเดือนก่อนวันสัมภาษณ์ พ.ศ.2550” ที่ดำเนินการโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยพบว่ามีสัดส่วนประชากรที่ป่วยในระดับทั่วประเทศมีอยู่ประมาณ 18.16% <4> ในขณะที่ในมาบตาพุด มีประชากรที่ “เจ็บป่วยเล็กน้อย” ในการอยู่อาศัยในพื้นที่เพียง9.83%เท่านั้นโดยผู้เจ็บป่วยกลุ่มนี้อาจมีอาการเพราะมลพิษหรือสาเหตุอื่นเนื่องจากอาการสำคัญคือ เป็นหวัดหรือภูมิแพ้ ซึ่งมักเกิดได้ทั่วไปเป็นต้น

ในมาบตาพุดยังไม่มีพื้นที่ปนเปื้อนสารพิษ(ContaminationArea)จนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ เช่นกรณีพื้นที่ปนเปื้อนอันเนื่องมาจากสนามบินเก่า เหมืองแร่ หรืออื่น ๆ ในการประเมินค่าทรัพย์สินพื้นที่ปนเปื้อนเหล่านี้มักจะมีมูลค่าต่ำหรือติดลบเพราะต้องบำบัดให้พ้นจากสภาพปนเปื้อน แต่อย่างไรก็ตามปัญหาพื้นที่ปนเปื้อนสารพิษยังไม่ปรากฏให้เห็น ดังนั้นการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงยังมีความเป็นไปได้สูงที่จะบำบัดให้พื้นที่ปลอดพ้นจากมลพิษ

อย่างไรก็ตาม ประชากรราวสองในสาม(64.2%)เชื่อว่าในมาบตาพุดน่าจะมีมลพิษมากกว่าในตัวเมืองระยอง แต่ก็มีประชากรเพียง 48.5%ที่คิดจะย้ายออกจากมาบตาพุดหากในอนาคต
มีมลพิษมากกว่านี้หรือมากเกินไป การที่ประชากรยังจะอยู่ในพื้นที่ก็เพราะเหตุผลทางเศรษฐกิจและความเคยชินในการอยู่อาศัยเป็นสำคัญ โดยประชากรที่อยู่อาศัยเกินกว่า10ปี ส่วนมากจะไม่คิดย้ายออกจากพื้นที่

นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มที่ไม่คิดจะย้ายออกหากในอนาคตมาบตาพุดมีมลพิษมากเกินไปมักเป็นกลุ่มที่มีการศึกษาน้อยระดับประถมศึกษา และกลุ่มที่มีรายได้ต่อครอบครัวต่ำ(ไม่เกิน10,000บาทต่อเดือน) เป็นสำคัญ แต่ในอีกแง่หนึ่ง กลุ่มผู้เป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะผู้ที่เป็นเจ้าของบ้านเดี่ยว มีแนวโน้มจะย้ายน้อยกว่ากลุ่มอื่นเนื่องจากการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงกว่าในพื้นที่นั่นเอง

ทางออกในความเห็นของประชาชน
อาจกล่าวได้ว่าแนวทางการแก้ไขปัญหามลพิษนั้นน่าจะสามารถดำเนินการได้โดยไม่ยาก จากการสัมภาษณ์ประชาชน พบว่าสาเหตุของมลพิษสามารถสังเกตได้ประจักษ์ชัด ไม่ซับซ้อน ประชาชนต่างเห็นถึงการกระทำผิดกฎหมายในการปล่อยมลพิษอยู่เนือง ๆ เช่นการปล่อยแก๊สพิษในยามที่อากาศโปร่ง หรือการปล่อยน้ำเสียโดยไม่บำบัดในช่วงที่เกิดฝนตกหนัก ปรากฏการณ์เช่นนี้เป็นที่กล่าวขวัญถึงอยู่เนืองๆ

สำหรับข้อเสนอของประชาชนในพื้นที่ได้แก่:
1. ประเด็นสำคัญอยู่ที่โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆต้องทำปฏิบัติกฎหมายโดยเคร่งครัด จะละเมิดต่อประชาชนไม่ได้รวมทั้งการสร้างจิตสำนึกแก่พนักงานและผู้บริหารของโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมยิ่งขึ้น
2. ควบคุมไม่ให้เกิดการทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการที่ทำให้เกิดการปล่อยมลพิษอยู่เนืองๆ
3. มีคณะกรรมการตรวจสอบมลพิษโดยมีผู้แทนของประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมด้วย
4. ตรวจสอบการลักลอบปล่อยมลพิษอย่างสม่ำเสมอ เช่น ทุกสัปดาห์ ทุกเดือนหรือทุกครั้งที่มีความเสี่ยงต่อการลักลอบปล่อยมลพิษ เช่น เวลาฝนตกเป็นต้น
5. การมีมาตรการลงโทษผู้กระทำผิดกฎหมายอย่างเข้มงวดไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง
6. การตรวจสอบอุปกรณ์และเครื่องมือในการบำบัดกากอุตสาหกรรมในรูปแบบต่าง ๆรวมทั้งการการพัฒนาระบบขจัดมลพิษให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
8. ในส่วนภาคประชาชน ควรได้รับการแจกที่กรองน้ำ หน้ากากและได้รับการตรวจสุขภาพโดยไม่คิดมูลค่าทุกปีรวมทั้งได้รับค่ารักษาพยาบาลเป็นพิเศษจากการอยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าว
9. ปลูกต้นไม้เพื่อช่วยลดมลพิษ
10. ซ้อมอพยพในกรณีเกิดการรั่วไหลของมลพิษสู่ชุมชน
11. จัดหาที่อยู่อาศัยให้กับประชาชน โดยให้ห่างไกลจากมลพิษโดยวิธีการขายที่ดินให้กับกิจการอุตสาหกรรม
12. จัดการเวนคืนที่ดินของประชาชนเพื่อการขยายตัวของอุตสาหกรรม
13. ประชาชนต้องมีสิทธิรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างทันทีและชัดเจนเพื่อการคุ้มครองประโยชน์ของผู้อยู่อาศัยโดยตรง
14. จัดชุมนุมประท้วงโรงงานที่ปล่อยมลพิษเพื่อให้ปัญหาได้รับการแก้ไขโดยทันที

ดังนั้นแนวทางการแก้ไขจึงอยู่ที่การตรวจสอบเพื่อควบคุมการกระทำผิดกฎหมายเช่นนี้อย่างใกล้ชิด หากทางราชการหรือภาคประชาชนได้จัดตั้งหน่วยงานที่เป็นกลางซึ่งไม่มีส่วนได้ส่วนเสียมาตรวจสอบอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องพร้อมกับการรายงานผลการตรวจสอบต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่องเช่นกันเชื่อว่าการปล่อยมลพิษในรูปแบบต่าง ๆ จะลดน้อยลง

การที่ประชาชนในพื้นที่ยังมีความเชื่อว่าโรงงานจำนวนมากทั้งที่เป็นของบริษัทมหาชนหรือไม่ก็ตามยังมีการละเมิดกฎหมาย ละเมิดต่อผู้อยู่อาศัยหรือชุมชนโดยรอบนั้นถือเป็นการประกอบอาชญากรรม และถือเป็นการขาดความรับผิดชอบต่อสังคมโดยตรง ดังนั้นการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะและการฟ้องร้องเป็นราย ๆ ไปจึงน่าจะเป็นมาตรการแก้ไขและป้องกันปัญหามากกว่าการเหวี่ยงแหซึ่งจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนกระบวนการสร้างภาพพจน์ที่ดีของอุตสาหกรรมจึงเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการไปอย่างจริงจังและตรวจสอบได้ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นไปตามความเชื่อของประชาชนที่ว่าเป็นการสร้างภาพมากกว่าความตั้งใจจริงในฐานะนักการอุตสาหกรรมมืออาชีพ ผู้ประกอบอุตสาหกรรมก็ควรที่จะเข้าใจว่าการลดต้นทุนด้วยการแพร่กระจายมลพิษนั้น ย่อมส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมในระยะยาวเพราะจะถูกต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่นั่นเอง

การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์
ความจำเป็นในการขยายตัวของอุตสาหกรรมในมาบตาพุดซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนไทยทั่วประเทศ ในกรณีนี้อาจมีความจำเป็นต้องซื้อหรือเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ทั้งที่ดินอาคารและที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมบางส่วนจากประชาชนโดยเฉพาะที่ตั้งอยู่ใกล้กับทิศทางการขยายตัวของอุตสาหกรรมเพื่อมาเป็นพื้นที่ขยายตัวของอุตสาหกรรมและอาจเป็นพื้นที่กันชนกับพื้นที่อยู่อาศัย อันจะเป็นการป้องกันการได้รับผลกระทบจากมลพิษของประชาชนด้วย อย่างไรก็ตามการซื้อหรือเวนคืนนี้ควรจะจ่ายสูงกว่าราคาประเมินเพื่อการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของทางราชการและยังควรซื้อเท่ากับราคาตลาดหรืออาจจ่ายสูงกว่าราคาตลาดในระดับหนึ่งเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ได้รับผลกระทบย้ายออกโดยเร็วเพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย

จากข้อมูลการประมาณการของมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทยเมื่อปี2550 พบว่ามูลค่าตลาดของที่อยู่อาศัยและที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมในจังหวัดระยองมีมูลค่ารวมกัน 356,165 ล้านบาท<5> สำหรับจำนวนที่อยู่อาศัยในจังหวัดระยองตามข้อมูลของสำนักงานทะเบียนราษฎร์ ณ สิ้นปี 2551 มี 295,931หน่วยแต่ในเขตเทศบาลเมืองมาบตาพุดมี33,411หน่วย<6>หรือเพียง 11.29% จะสังเกตได้ว่าในมาบตาพุดมีที่อยู่อาศัยจำนวนมากใกล้เคียงกับจำนวนครัวเรือน แต่บางหน่วยไม่มีผู้เข้าอยู่อาศัยเป็นการซื้อไว้เก็งกำไร จึงทำให้ผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากการซื้อหรือเวนคืนที่ดินมีไม่มากนัก

จากการวิเคราะห์ตัวเลขและมูลค่าที่อยู่อาศัยข้างต้น จึงอาจกล่าวได้ว่ามูลค่าที่อยู่อาศัยและที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมในเขตเทศบาลเมืองมาบตาพุดจึงควรเป็นเงินประมาณ 40,211 ล้านบาท<7> ด้วยเหตุนี้หากมีการซื้อหรือเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งอยู่ใกล้เขตอุตสาหกรรมที่จำเป็นต้องมีการขยายตัวจริงก็คงมีมูลค่าไม่มากนัก คณะนักวิจัยคาดว่าคงเป็นเงินไม่เกิน10% ของมูลค่ารวมหรือเป็นเงินประมาณ 4,000 ล้านบาทเท่านั้น หากรัฐบาลจำเป็นต้องมีการซื้อที่ดินหรือการเวนคืนจึงมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่และโดยรวมทั่วประเทศ

คณะนักวิจัยเชื่อว่าประชาชนที่อยู่บริเวณใกล้พื้นที่อุตสาหกรรมยินดีที่จะย้ายทั้งนี้เพราะส่วนหนึ่งเป็นผู้เช่าซึ่งย้ายที่อยู่อาศัยได้ง่าย ส่วนหนึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ย้ายออกไปแล้ว จากการสังเกตยังพบว่า เจ้าของบ้านเจ้าของที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมหรือที่ดินชายหาดที่ตั้งอยู่ติดเขตอุตสาหกรรมจำนวนมากไม่ได้อยู่อาศัยในพื้นที่มาก่อนหน้านี้หลายปีแล้ว ส่วนหนึ่งย้ายออกไปซื้อบ้านและที่ดินที่อยู่ห่างไกลออกไป และหากมีมลพิษมากจริงในอนาคต ประชาชนย่อมคำนึงถึงสุขภาพของตน ที่สำคัญที่สุดก็คือหากรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยินดีซื้อหรือเวนคืน ณ ราคาตลาดหรือสูงกว่าราคาตลาดตามสมควรโดยไม่ใช้ราคาเพื่อการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในการซื้อหรือเวนคืนประชาชนย่อมยินดีย้ายออก ดั้งนั้นโอกาสในการจัดการพื้นที่ให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายย่อมสามารถดำเนินการได้

นอกจากนี้ระบบการคมนาคมขนส่งในมาบตาพุดก็สะดวก การย้ายห่างออกไปอีกประมาณ10-20กิโลเมตร ให้พ้นจากพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากมลพิษน่าจะมีความเป็นไปได้สูงโดยเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพิ่มขึ้นไม่มากนัก และค่าใช้จ่ายเหล่านี้ยังสามารถคำนวณเป็นค่าชดเชยให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรมได้อีกด้วย

คำถามต่อตัวแทนภาคประชาชน
การที่ประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่เห็นว่าอุตสาหกรรมควรขยายตัวต่อไปเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามว่า กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการขยายนั้นอาจไม่ใช่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ใช่บุคคลในพื้นที่ดังที่เป็นข่าวเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2552 ว่า “ชาวชุมชนมาบตาพุดยื่นหนังสือให้ รบ.ทบ ทวนตั้ง กก.4 ฝ่าย” <8> จากข้อมูลของกรรมการภาคประชาชนในคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ไขปัญหามาบตาพุด<9>ทั้ง 4ท่าน คือ นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ รศ.ดร.เรณู เวชรัชต์พิมล สุทธิ อัชฌาศัย และ หาญณรงค์ เยาวเลิศ พบว่าน่าจะมีคุณสมบัติเป็นผู้ทรงคุณวุฒิมากกว่าผู้แทนภาคประชาชน โดยในรายละเอียดพบว่า:

นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ ท่านเคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญปัจจุบันทำงานอยู่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนในตำแหน่ง “ที่ปรึกษาประจำสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” และบ้านอยู่บางบัวทอง นนทบุรี<10>

รศ.ดร.เรณู เวชรัชต์พิมล ท่านเป็นอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร<11> สุทธิ อัชฌาศัยท่านเป็นเจ้าหน้าที่องค์การพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอ(NGO:Non-Governmental Organization)ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกและเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่เป็นคนจังหวัดระยอง<12>

หาญณรงค์ เยาวเลิศ ท่านเป็นสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ชุดที่2 เป็นคนจังหวัดชุมพร มีบ้านอยู่กรุงเทพมหานครและทำงานเป็นเจ้าหน้าที่องค์การพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอเช่นกัน<13> ดังนั้น“ผู้แทนภาคประชาชน”ข้างต้นจึงไม่ใช่ผู้แทนของชาวมาบตาพุดซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่เลยแต่กลับเป็นผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งอยู่คนละข้างกับการพัฒนาอุตสาหกรรม การแต่งตั้งในลักษณะนี้เป็นการแสดงให้เห็นได้ถึงการไม่นำพาต่อความสำคัญและไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่เท่าที่ควร นอกจากนี้ยังไม่ได้ยึดหลักให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ตัดสินอนาคตของตนเอง แต่เป็นการถือเอาความเห็นของบุคคลภายนอกเป็นสำคัญ

ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ
มาตรา 67 วรรค 2 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550<14>ระบุว่า“การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำมิได้เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชนและจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อนรวมทั้งได้ให้องค์การอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพและผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว” ในกรณีนี้น่าจะมีข้อที่ควรได้รับการแก้ไขบางประการกล่าวคือ

1. การจัดให้มีกระบวนการรับฟังความเห็นของประชาชนอาจดำเนินการไปอย่างไม่เป็นกลาง หากมีอคติอาจรับฟังแต่กลุ่มกฎหมู่ หรืออาจฟังความเพียงข้างเดียวต่อกลุ่มผู้สูญเสียผลประโยชน์หรือมีอคติต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม กระบวนการที่สมควรจึงควรเป็นการสำรวจความเห็นของประชาชนหรือการทำประชามติของประชาชนส่วนใหญ่เป็นสำคัญ

2. การมี “องค์การอิสระ” ในแง่หนึ่งเป็นแนวคิดที่ดีแต่รัฐบาลก็อาจแต่งตั้งเฉพาะผู้ที่ตนคุ้นเคยซึ่งอาจไม่เป็นกลางและไม่มีมาตรฐานการแต่งตั้ง การจะมุ่งตั้งกรรมการเฉพาะที่เป็นผู้แทนองค์การเอกชนและผู้แทนสถาบันการศึกษาเป็นสิ่งที่พึงทบทวนเป็นอย่างยิ่ง องค์การและสถาบันเหล่านี้ไม่มีสิทธิ์มาตัดสินอนาคตของชุมชนและประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ หรือผลประโยชน์ของชาติ การตัดสินใจที่ถูกต้องสมควรอยู่บนพื้นฐานการวิจัยอย่างรอบด้านด้วยระบบสหศาสตร์ มีการวิเคราะห์หักล้างกันด้วยข้อมูลที่เป็นจริง ผ่านกระบวนการศึกษาอย่างจริงจัง โปร่งใสไม่ใช่ไปยึดติดกับตัวบุคคลหรือสถาบันใด ซึ่งอาจมีอคติต่อการพัฒนา การมี“องค์การอิสระ”ตามรัฐธรรมนูญเช่นนี้กลับแสดงชัดถึงการไม่เคารพเกียรติและศักดิ์ศรีของชุมชนอย่างแท้จริงผิดกับเจตนารมณ์ที่อ้าง

3. สิทธิของชุมชนเป็นสิ่งที่พึงตระหนักแต่ผลประโยชน์ของประเทศเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า การพัฒนาโครงการของชาติย่อมต้องใช้ที่ดินขนาดใหญ่ ในขั้นตอนการวางแผนอาจไม่สามารถเล็งเห็นความจำเป็นได้ล่วงหน้าทั้งหมด ชุมชนบางแห่งก็เกิดขึ้นภายหลังการพัฒนาอุตสาหกรรม ดังนั้นจึงอาจมีความจำเป็นในการซื้อหรือเวนคืนทรัพย์สินเพิ่มเติม โดยมาตราที่42ของรัฐธรรมนูญได้ระบุให้สามารถเวนคืนได้เพื่อ“กิจการของรัฐเพื่อการอันเป็นสาธารณูปโภค การอันจำเป็นในการป้องกันประเทศการได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ การผังเมือง การส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมการพัฒนาการเกษตรหรือการอุตสาหกรรม. . .” <15> ดังนั้นในกรณีมาบตาพุดนี้หากมีความจำเป็นรัฐบาลก็สามารถซื้อที่ดินหรือเวนคืนได้โดยที่ประชาชนส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจริงน่าจะยินดี

ข้อเสนอแนะ
จากการศึกษาข้างต้นคณะนักวิจัยมีข้อเสนอแนะดังนี้:
1. กรณีการปล่อยมลพิษของโรงงานหลายแห่งในพื้นที่ถือเป็นการละเมิดกฎหมายหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง สมควรบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันมีการลงโทษโดยเคร่งครัด ทั้งต่อผู้รักษากฎหมาย โรงงานกลุ่มบุคคลหรือองค์การอื่น
2. ภาคประชาชนควรจัดตั้งคณะทำงานเฝ้าระวัง ดำเนินการตรวจสอบต่อเนื่องโดยอาจร่วมกับองค์การอิสระต่าง ๆ เช่น สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและสภาที่ปรึกษาสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติตลอดจนองค์การพัฒนาเอกชนและสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้อง การดำเนินการต่อเนื่องเช่นนี้จะเป็นการป้องปรามและสามารถนำกรณีการละเมิดกฎหมายและทุจริตพฤติมิชอบต่าง ๆ
มาเปิดเผยผ่านสื่อมวลชนต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรมทำให้การต่อสู้ขององค์การพัฒนาเอกชนและภาคประชาชนมีเหตุผลที่น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
3. โดยที่ผลการสำรวจความเห็นของประชาชนสามารถชี้ได้ในเบื้องต้นแล้วว่าชุมชนและประชาชนในพื้นที่ยังประสงค์ให้กิจการอุตสาหกรรมขยายตัวต่อไป แต่เพื่อความแน่ชัดรัฐบาลอาจจัดทำประชามติโดยให้ทุกฝ่ายได้มีโอกาสเผยแพร่ข้อมูลแก่ประชาชนอย่างกว้างขวางล่วงหน้า ในการนี้รัฐบาลพึงระวังไม่ให้องค์การใด ๆพยายามบิดเบือน ทำลายการจัดประชุมเผยแพร่ข้อมูลหรือปิดกั้นการเผยแพร่ข่าวสารที่ถูกต้องต่อประชาชน เช่นที่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่อื่นๆ
4. รัฐบาลควรพิจารณาปรับปรุงคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นโดยให้เปลี่ยนเป็นผู้แทนของชุมชนในพื้นที่จริงตามที่ประชาชนได้เรียกร้องไว้
5. รัฐบาลอาจพิจารณาซื้อหรือเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ อันได้แก่ ที่อยู่อาศัยที่เกษตรกรรมและอื่น ๆ ที่อยู่ในบริเวณที่จำเป็นสำหรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์แก่ทุกฝ่าย โดยคำนึงถึงการจ่ายค่าทดแทนให้เหมาะสมซึ่งอาจจ่ายสูงกว่าราคาตลาดเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ถูกเวนคืนยินดีที่จะย้ายออกโดยพลัน
6. รัฐบาลควรดำเนินการเสนอต่อรัฐสภาเพื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา67ให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงด้วยการมีผู้แทนของภาคประชาชนในพื้นที่ในคณะกรรมการแก้ไขปัญหาและรับฟังเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนโดยไม่ให้ความสำคัญเฉพาะนักวิชาชีพหรือองค์การบางกลุ่ม

หมายเหตุ:
<1>รายละเอียดคำสั่งศาลปกครองสูงสุดคดีมาบตาพุด ดูได้ที่http://www.admincourt.go.th/attach/news_attach/2009/12/1-3-52-592.pdf
<2>ตัวเลขจำนวนประชากรอายุ 18 ปีขึ้นไปทั้งหมด 23,597คนในมาบตาพุด มาจากการหารด้วยสัดส่วนประชากรที่มีอายุ18ปีขึ้นไปตามการสำมะโนประชากร พ.ศ.2543ซึ่งมีอยู่70.46%ของประชากรทั้งหมดตามการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ
(http://service.nso.go.th/nso/nso_center/project/table/files/C-pop/2543/000/00_C-pop_2543_000_010000_00200.xls)
<3>โปรดดูสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาสุขภาพอนามัยของประชาชนในจังหวัดระยองซึ่งรวบรวมโดยกรมควบคุมมลพิษได้ที่http://www.pcd.go.th/info_serv/pol_Maptapoot_env2.html
<4>สัดส่วนประชากรที่ป่วยในระดับทั่วประเทศมีอยู่ประมาณ 18.16%โดยคำนวณจากข้อมูล“จำนวนประชากรที่ป่วยหรือรู้สึกไม่สบายระหว่าง 1 เดือนก่อนวันสัมภาษณ์ พ.ศ.2550”ทั่วประเทศซึ่งมี 11,449,863 คน จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ(http://service.nso.go.th/nso/nso_center/project/table/files/S-health-welfare/2550/000/00_S-health-welfare_2550_000_00000_00200.xls)หารด้วยจำนวนประชากร ณ 31 ธันวาคม 2550 โดยสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง มีอยู่ทั้งหมด 63,038,247 คน(http://www.dopa.go.th/stat/y_stat50.html)
<5>ผลการศึกษาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาการเปลี่ยนแปลงมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ประเทศไทยและภัยความมั่นคงต่อมูลค่าอสังหาริมทรัพย์โปรดดูรายละเอียดได้ที่http://www.thaiappraisal.org/pdfNew/Research/research_2007-05-215-land.pdf
<6>ดูข้อมูลทะเบียนราษฎร์ได้จาก“รายงานสถิติจำนวนประชากร และบ้าน รายจังหวัด รายอำเภอ และรายตำบลณ เดือน ธันวาคม พ.ศ.2551”ที่http://www.dopa.go.th/xstat/p5121_01.html
<7>มาจาก11.29%ของมูลค่าที่อยู่อาศัยและที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมทั้งหมดของระยอง356,165ล้านบาท อย่างไรก็ตามมูลค่าจริงอาจสูงกว่านี้บ้างเพราะในมาบตาพุดมีบ้านจัดสรรทันสมัยมากกว่าและมีที่ดินเกษตรกรรมน้อยกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป
<8>ข่าว“ชาวชุมชนมาบตาพุดยื่นหนังสือให้รบ.ทบทวนตั้งกก.4ฝ่าย”http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1258433775&grpid=03&catid=03
<9>ดูรายละเอียดรายชื่อทั้งหมดที่http://gotoknow.org/blog/envi/314827
<10>ดูรายละเอียดเกี่ยวกับ นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ ได้ที่http://www.parliament.go.th/parcy/sapa_db/member_c/member_detail1.php?member_id=022 และhttp://www.nhrc.or.th/kcontent.php?doc_id=executive
<11>ดูรายละเอียดเกี่ยวกับ รศ. ดร.เรณู เวชรัชต์พิมล ได้ที่http://stscholar.nstda.or.th/sis/st_scholar.php?ScholarID=2494
<12>ดูรายละเอียดเกี่ยวกับนายสุทธิ อัชฌาศัย ได้ที่http://www.newpoliticsparty.net/about-party
<13>ดูรายละเอียดเกี่ยวกับนายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ได้ที่http://www2.nesac.go.th/nesac/th/about/members_detail.php?did=06100078
<14>โปรดดูรายละเอียดของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ.2550ได้ที่http://library2.parliament.go.th/giventake/content_cons50/cons2550.pdf
<15>โปรดดูรายละเอียดตามข้อ14 ข้างต้น


  Back |   Top


Magazine | Engineeringtoday . Construction & Property . ไฟฟ้าและอุตสาหกรรม . อินทาเนีย . Green network . บรรจุภัณฑ์ไทย . Mining Magazine .
Directory | ทำเนียบอุตสาหกรรมก่อสร้าง-วัสดุ . YellowGreen Pages Thailand .
Article | In Trend . WorldWatch . เวทีประลองความคิด . ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง . สู่ศตวรรษใหม่ . รายงานพิเศษ . บทความพิเศษ . FW-mail
Column | Travel . สกู๊ปพิเศษ . เยี่ยมชมโครงการ/โรงงาน . แฟ้มบุคคล . เทคโนโลยี . พลังงานสิ่งแวดล้อม . สิ่งประดิษฐ์ / งานวิจัย . รอบรู้เรื่องไอที
Knowledge | องค์กรวิศวกรรม&อุตสาหกรรม . โครงการสนับสนุนอุตสาหกรรม . บริการอุตสาหกรรม . มาตรฐานอุตสาหกรรม . ศัพท์ช่าง
Law | วิศวกรรม . อุตสาหกรรม . พลังงาน . ทรัพย์สินทางปัญญา


471/3-4 อาคารพญาไทเพลส ถ.ศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400 Tel. 0-2354-5333, 0-2644-6649 Fax. 0-2640-4260
Copyright ©TECHNOLOGY MEDIA CO.,LTD All right reserved