» Home » Magazine » News » Column » Article » Knowledge » Law » About us


นักวิชาการชี้ทะเลอันดามันไม่เสี่ยงสึนามิ
วันที่ : 6/18/2014   Article:รายงานพิเศษ

จากเหตุการณ์คลื่นลมแรงในบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบางครั้งคลื่นสูงถึง 5 เมตร ได้ทำลายกำแพงกันน้ำตามแนวชายฝั่ง ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่าจะมีเหตุสึนามิซ้ำสองหรือไม่ ผนวกกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 6.3 ริกเตอร์ที่ อ. พาน จังหวัดเชียงรายที่ผ่านมา ทำให้เกิดมีข่าวแพร่กระจายว่าจะเกิดสึนามิอีกครั้งในไม่ช้านี้ ส่งให้สาธารณชนเกิดความตระหนกนั้น รองศาสตราจารย์ ดร. อมร พิมานมาศ รองเลขาธิการสภาวิศวกร และอาจารย์ประจำสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า คลื่นลมดังกล่าวได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งมีกำลังแรงในช่วงเวลานี้ ทำให้เกิดคลื่นลมแรงและกระทบต่อชายฝั่งเท่านั้น แต่ไม่มีมวลน้ำไหลทะลักเข้ามาในพื้นดินดังเช่น สึนามิ ทั้งนี้สึนามิเกิดจากแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในทะเลหรือมหาสมุทรเท่านั้น ดังนั้นแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในภาคเหนือหรือในพม่าซึ่งเป็นแผ่นดินไหวบนบก จึงไม่ทำให้เกิดสึนามิในทะเลได้ และแผ่นดินไหวในทะเลจะต้องมีขนาดใหญ่เกิน 7 ริกเตอร์ขึ้นไปจึงจะทำให้เกิดสึนามิได้ แต่เป็นเพียงสึนามิขนาดเล็กที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย หากเป็นสึนามิที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชายฝั่ง ทรัพย์สินและชีวิตของประชาชนได้นั้น ต้องมีขนาดเกิน 8 ริกเตอร์ขึ้นไป

นักวิจัยโครงการลดภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวในประเทศไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวเพิ่มเติมว่า แผ่นดินไหวที่จะทำให้เกิดสึนามิได้นั้นต้องเป็นแผ่นดินไหวที่เกิดจากการมุดตัวของแผ่นเปลือกโลก แล้วทำให้พื้นทะเลยกตัวขึ้นในแนวดิ่ง ผลักให้มวลน้ำมหาศาลซัดเข้าหาชายฝั่ง เช่น แผ่นดินไหวขนาด 9.1 ริกเตอร์ ในมหาสมุทรอินเดีย เมื่อปี 2547 ส่วนแผ่นดินไหวในทะเลซึ่งเกิดขึ้นจากการเลื่อนไถลของรอยเลื่อนหรือเปลือกโลกในแนวราบจะไม่ทำให้เกิดสึนามิ สำหรับประเทศไทยบริเวณที่เสี่ยงต่อสึนามิ คือ ชายฝั่งทะเลอันดามัน เนื่องจากอยู่ใกล้แนวที่แผ่นเปลือกโลกมุดตัวเข้าหากันในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลอันดามันไปเพียง 500-1000 กิโลเมตร เท่านั้น จังหวัดที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ได้แก่ ภูเก็ต ระนอง พังงา กระบี่ ตรัง สตูล และหมู่เกาะในทะเลอันดามัน เช่น หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะสิมิลัน เป็นต้น เพราะแนวมุดตัวของเปลือกโลกยังมีพลังอยู่ จึงต้องระวังอาจเกิดสึนามิซ้ำได้อีก

ส่วนบริเวณชายฝั่งทะเลอ่าวไทยมีความเสี่ยงจากสึนามิน้อยมาก เนื่องจาก ไม่พบรอยเลื่อนขนาดใหญ่ อยู่ห่างไกลจากแนววงแหวนไฟแปซิฟิกหลายพันกิโลเมตร อย่างไรก็ตามชายฝั่งทะเลอ่าวไทยมีความเสี่ยงต่อคลื่นพายุหมุนยกซัดฝั่ง (สตอร์มเสิร์จ) ซึ่งเกิดจากลมพายุ ซึ่งไม่ใช่คลื่นสึนามิที่เกิดจากแผ่นดินไหว ทั้งนี้แผ่นดินไหวไม่สามารถแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าได้เหมือนสึนามิ โดยหากเกิดสึนามิขึ้นในมหาสมุทรอินเดีย จะมีเวลาแจ้งเตือนภัยประมาณ 1-3 ชั่วโมง ขึ้นกับจุดที่เกิดเหตุในทะเล ดังนั้นประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งจัดเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยสึนามิจะต้องให้ความใส่ใจกับการแจ้งเตือนสึนามิจากทางการอยู่ตลอด และเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นต้องรีบถอยห่างจากชายฝั่งทันที แล้วมุ่งสู่ที่ปลอดภัยซึ่งหมายถึงที่สูงซึ่งน้ำท่วมไปไม่ถึง ประชาชนจึงควรศึกษาเส้นทางหนีภัยและซักซ้อมการหลบภัยในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับเส้นทางหลบภัย

สำหรับการก่อสร้างอาคารในเขตเสี่ยงภัยสึนามิ จะต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ โดยมีแนวทางปฏิบัติประกอบด้วย

  1. หลีกเลี่ยงการก่อสร้างอาคารในเขตพื้นที่เสี่ยงภัยตามแนวชายฝั่งในระยะ 3-4 กิโลเมตร หากจำเป็นต้องก่อสร้างควรก่อสร้างอาคารคอนกรีตขนาดใหญ่ที่มีความแข็งแรง
  2. ควรเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ไม่ควรก่อสร้างอาคารไม้หรือโครงสร้างที่มีน้ำหนักเบาเพราะอาจจะถูกคลื่นพัดพาลอยไปตามกระแสน้ำได้ง่าย
  3. ฐานรากควรเป็นเสาเข็ม หรือฐานรากแผ่ที่ฝังในชั้นดินที่แข็งแรง เพื่อให้อาคารยึดกับฐานรากอย่างมั่นคงไม่ลอยไปตามกระแสน้ำ หากเป็นฐานรากแผ่จะต้องฝังฐานรากให้ลึกลงไปใต้ระดับดินเดิมอย่างน้อย 1.5 เมตร ถ้าวางตื้นกว่านั้น มีโอกาสที่คลื่นจะกัดเซาะดินใต้ฐานรากออกไปทำให้อาคารทรุดพัง หรือล้มได้
  4. ชั้นล่างของอาคารควรปล่อยให้เป็นที่โล่งเพื่อให้น้ำไหลผ่านได้โดยสะดวก ไม่ควรก่อกำแพงมาต้านทานแรงดันน้ำเด็ดขาด เพราะมวลน้ำที่ทะลักเข้ามามีปริมาณมหาศาล แต่ควรใช้วิธีการลดแรงดันน้ำโดยปล่อยให้น้ำไหลผ่านตัวอาคารไปได้อย่างสะดวกแทน โดยไม่พัดพาเอาตัวบ้านไปด้วย
  5. ไม่ควรก่อสร้างห้องใต้ดิน เนื่องจากอาจมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้ยินการแจ้งเตือนภัยสึนามิ และเป็นสถานที่ที่มีโอกาสถูกน้ำท่วมได้ง่าย
  6. การก่อสร้างควรใช้ระบบเทในที่ และหลีกเลี่ยงการใช้พื้นสำเร็จรูปเพราะพื้นอาจหลุดออกจากโครงสร้างหลักได้ง่าย
  7. ควรใช้วัสดุที่มีคุณภาพดีในการก่อสร้าง เนื่องจากการก่อสร้างใกล้ชายทะเล เหล็กเสริมอาจเป็นสนิมได้ง่าย ทำให้อายุการใช้งานของอาคารสั้นลง
  8. ชิ้นส่วนต่าง ๆ ของโครงสร้างควรยึดกันอย่างมั่นคง โดยอาศัยเหล็กเสริมยึดชิ้นส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
  9. ควรปฏิบัติตามข้อแนะนำสำหรับรูปแบบและการก่อสร้างอาคารทั่วไปที่เหมาะสมในเขตเสี่ยงภัยสึนามิระดับปานกลาง พ.ศ. 2551 ของกรมโยธาธิการและผังเมือง

  Back |   Top


Magazine | Engineeringtoday . Construction & Property . ไฟฟ้าและอุตสาหกรรม . อินทาเนีย . Green network . บรรจุภัณฑ์ไทย . Mining Magazine .
Directory | ทำเนียบอุตสาหกรรมก่อสร้าง-วัสดุ . YellowGreen Pages Thailand .
Article | In Trend . WorldWatch . เวทีประลองความคิด . ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง . สู่ศตวรรษใหม่ . รายงานพิเศษ . บทความพิเศษ . FW-mail
Column | Travel . สกู๊ปพิเศษ . เยี่ยมชมโครงการ/โรงงาน . แฟ้มบุคคล . เทคโนโลยี . พลังงานสิ่งแวดล้อม . สิ่งประดิษฐ์ / งานวิจัย . รอบรู้เรื่องไอที
Knowledge | องค์กรวิศวกรรม&อุตสาหกรรม . โครงการสนับสนุนอุตสาหกรรม . บริการอุตสาหกรรม . มาตรฐานอุตสาหกรรม . ศัพท์ช่าง
Law | วิศวกรรม . อุตสาหกรรม . พลังงาน . ทรัพย์สินทางปัญญา


471/3-4 อาคารพญาไทเพลส ถ.ศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400 Tel. 0-2354-5333, 0-2644-6649 Fax. 0-2640-4260
Copyright ©TECHNOLOGY MEDIA CO.,LTD All right reserved