» Home » Magazine » News » Column » Article » Knowledge » Law » About us

กำแพงเมืองจีน
วันที่ : 8/1/2002   Article:WorldWatch

ศ.ดร.พีรศักดิ์ วรสุนทโรสถ

          เมื่อได้มีโอกาสกลับไปดูกำแพงเมืองจีนครั้งล่าสุดเมื่อเดือนที่แล้ว มีหลาย ๆ คนที่มองเห็นความยิ่งใหญ่ คดเคี้ยว ทอดยาวนับพันกิโลเมตรสุดลูกหูลูกตา หลังจากที่ดูพิพิธภัณฑ์อวกาศของจีนในวันติดกันเลยมีคำถามลอย ๆ จากเพื่อน ๆ ที่ร่วมดูงานว่า กำแพงเมืองจีนที่ยิ่งใหญ่นี้น่าจะสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าโดยนักบินอวกาศ และน่าจะเป็นของที่มนุษย์สร้างขึ้นและนักบินอวกาศมองเห็นจากนอกโลกได้เพียงไม่กี่อย่าง เพราะของที่ยาว ๆ นั้นมองเห็นได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นเส้นผมที่แปลกปลอมติดเสื้อกลับบ้านไปจนถึงกำแพงเมืองจีนก็ตาม

          ถ้าลองพิจารณาโดยละเอียดจะเห็นว่า กำแพงเมืองจีนนั้นมีความกว้างราว 6-7 เมตร มีความสูงไม่เกิน 10 เมตร ถ้าจะเทียบเคียงกับสะพานพระราม 9 แล้ว จะเห็นได้ว่าทั้งความสูง 29 เมตร และความกว้างกว่า 20 เมตรของตัวสะพานนั้นใหญ่กว่ามาก ยกเว้นอยู่แต่ความยาวอย่างเดียว สะพานพระราม 9 ในวันที่อากาศดี ชาวกรุงเทพฯ ที่อยู่ไม่ไกลจากสะพานมากนักและอยู่บนที่สูงอย่างบนคอนโดฯ หรือบนเครื่องบินขณะร่อนลง จะพอมองเห็นสะพานได้ราง ๆ และเล็กลงไปเรื่อย ๆ เมื่อถอยห่างออกไป แต่ถ้าวันใดมีเมฆมากหรือมีฝุ่นละอองปกคลุมกรุงเทพฯ อยู่ ก็จะเห็นได้ยากขึ้นถ้าอยู่ห่างออกไปสัก 20 กิโลเมตร แต่ถ้าอยู่บนเครื่องบินขณะที่อยู่อยุธยาห่างจากกรุงเทพฯ ไม่กี่สิบกิโลเมตร และมีความสูงเพดานบินเพียง 10 กิโลเมตรนั้นอาจจะบอกได้เลยว่าไม่มีวันได้เห็นสะพานพระราม 9 ด้วยตาเปล่าเป็นแน่ แม้ว่าจะเป็นวันอากาศเปิดไม่มีเมฆ ซึ่งร้อยวันพันปีจะมีสักหนหนึ่งก็ตาม เพราะเกินขีดความสามารถของตาเปล่าปกติจะมองเห็นได้แล้ว ดังนั้นราคาคุยของอาหมวยไกด์จึงไม่น่าเป็นไปได้

          ลักษณะการมองเห็นหรือไม่เห็นนี้ได้ถูกตรวจสอบหลาย ๆ ครั้งโดยนักบินอวกาศของสหรัฐฯ ทั้งที่โคจรรอบโลกและที่เดินทางไปดวงจันทร์ เมื่อครั้งอะพอลโล 11 ไปลงดวงจันทร์ นีล อาร์มสตรอง นักบินอวกาศวิศวกรจากมหาวิทยาลัยเพอร์ดูได้ทดสอบดูและบอกว่าไม่สามารถเห็นกำแพงเมืองจีนได้ด้วยตาเปล่าจากดวงจันทร์ ในลักษณะต่อมานักบินอวกาศที่บินโคจรรอบโลกที่ความสูงต่าง ๆ กันนับร้อยกิโลเมตรขึ้นไป เช่น จิม โลเวล แห่งอะพอลโล 8 และอะพอลโล 13 ก็ได้ลองพิสูจน์ดูเหมือนกันว่ามองไม่เห็น ส่วน จิม เออร์วิน แห่งอะพอลโล 15 บอกว่า เรื่องมองเห็นกำแพงเมืองจีนด้วยตาเปล่านั้นเป็นเรื่องคุยของไกด์ทัวร์มากกว่า เพราะแท้จริงแล้วไม่เห็นแน่

          นักบินอวกาศที่โคจรรอบโลกจะมีตั้งแต่ความสูง 100-200 กิโลเมตรขึ้นไปจนนับพันกิโลเมตร ส่วนดาวเทียมสำรวจถ่ายภาพนั้นอาจมีความสูง 500-600 กิโลเมตรเป็นปกติ เพราะที่ความสูงดังกล่าวดาวเทียมจะโคจรรอบโลกในเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง และจะคงอยู่ในอวกาศได้หลายสิบปีก่อนตก แต่ถ้าวงโคจรต่ำลงมากกว่านั้น เป็นห่างจากผิวโลกเพียง 100 กิโลเมตรจะเริ่มมีการเสียดทานของบรรยากาศมากขึ้นและดาวเทียมมีวงโคจรรอบโลกเร็วมากขึ้น จึงจะทำให้อายุการใช้งานของดาวเทียมได้ไม่กี่ปี ดังนั้นดาวเทียมที่ใช้ถ่ายภาพขยายส่วนใหญ่จะมีวงโคจรห่างจากโลกราว 400-600 กิโลเมตร และภายใน 1 วันจะโคจรรอบโลก 11-13 ครั้ง

          เทคโนโลยีการถ่ายภาพจากดาวเทียมในปัจจุบันก้าวหน้าไปมาก อาจติดกล้องที่มีความละเอียดลงไปได้ถึง 1 เมตร คูณ 1 เมตร แต่ถ้าละเอียดมากเท่าใดก็จะยิ่งแพงมากขึ้นเท่านั้น แต่อย่างไรก็ดีดาวเทียมที่ติดกล้องเหล่านี้ ในหลาย ๆ ประเทศที่มีเมฆปกคลุมอยู่เป็นนิจศีลอย่างประเทศไทยแล้ว โอกาสที่จะเห็นการเคลื่อนไหวบนภาคพื้นดินเกือบไม่มี ดังนั้นภาพถ่ายที่ส่งลงมาจึงกลายเป็นกลุ่มเมฆไปหมด ซึ่งมีประโยชน์ในการใช้ตรวจอากาศและการก่อตัวของพายุฝนฟ้าคะนองและทางอุตุนิยมวิทยามากกว่าที่จะใช้ภาพถ่าย ในประเทศไทยเองในรอบปีอาจมีโอกาสถ่ายภาพภาคพื้นดินได้ 2-3 วันเท่านั้น ดาวเทียมดังกล่าวจะใช้ในการจารกรรมได้ดีในประเทศที่ไม่ค่อยมีเมฆ เช่น ในทะเลยทรายที่อิรัก เป็นต้น จะทำอย่างไรสหรัฐฯ จะรู้หมดเพราะมองเห็นทะลุไปถึงภาคพื้นดิน จะเคลื่อนย้ายกำลังทดลองจรวดขีปนาวุธดาวเทียมที่มีกล้องขยายเหล่านี้จะเห็นได้หมด ส่วนประเทศอินเดียและปากีสถานซึ่งมีแนวโน้มอย่างมีเมฆกลาง ๆ คือ มีบ้างไม่มีบ้าง ถ้าจะทดลองนิวเคลียร์เคลื่อนย้ายจรวดเพื่อไปทำการทดลองแล้ว มักจะเลือกเวลาที่อากาศท้องฟ้าปิดมีเมฆหมอกมาก ดาวเทียมอเมริกาจะมองไม่ค่อยเห็น จะเห็นได้เมื่อทดลองไปแล้วทุกครั้ง

          ในความจริงแล้วยังมีดาวเทียมที่สามารถใช้การถ่ายภาพลงมาเป็นแบบใช้คลื่นอื่นที่ไม่ใช่คลื่นแสง เห็นภาพโดยตรงอีกเหมือนกัน แต่ดาวเทียมดังกล่าวต้องใช้เทคโนโลยีสูงมากขึ้นไปอีก และต้องมีขนาดใหญ่มีราคาแพงมาก ซึ่งขีดความสามารถของความละเอียดนั้นจะสู้ภาพถ่ายไม่ได้ทะลุเมฆได้ ซึ่งอเมริกันโต้โผใหญ่จะมีความสามารถในเทคโนโลยีดังกล่าว ขณะนี้แต่เพียงผู้เดียว แต่ยังไม่ดีนัก

          ส่วนกล้องถ่ายภาพจากดาวเทียมนั้น ปัจจุบันทั้งทางยุโรปหรือประเทศอื่นๆ ที่ต้องการกล้องขนาดความละเอียดที่ใช้ทั่ว ๆ ไปไม่มากนัก มักจะสั่งทำที่ประเทศเกาหลี เพราะมีราคาย่อมเยาในคุณภาพที่เท่ากันเหมือนกันหมดไม่ว่าดาวเทียมฝรั่ง แขก จีน ญี่ปุ่น ไทย ฯลฯ

          ดาวเทียมถ่ายภาพดวงแรกของไทยที่สร้างโดยคนไทย เป็นของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งเดียวของโลกในขณะนี้ที่มีดาวเทียมที่สร้างด้วยตนเอง และยิงขึ้นสู่วงโคจรของโลกโดยจรวดของรัสเซีย

          ถอยกลับมาดูเรื่องของที่จะมองเห็นจากอวกาศอีกครั้งว่า ถ้ามองด้วยตาเปล่าโดยไมใช้กล้องขยายแล้ว สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นและมองเห็นได้เป็นบางเวลาก็คงจะเป็นมหานครต่าง ๆ ในเวลากลางคืนที่มีแสงไฟจำนวนมาก ส่วนเวลากลางวันนั้นอย่าได้หวังว่าจะเห็นจากอวกาศเลยครับ เพราะขนาดเครื่องบินบินอยู่นครสวรรค์ยังมองไม่ค่อยจะเห็นกรุงเทพฯ เลย ทั้ง ๆ ที่อยู่ห่างออกไปเพียง 200 กิโลเมตรเท่านั้น ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าการที่จะเห็นกำแพงเมืองจีนด้วยตาเปล่าในอวกาศนั้น ยากกว่าการที่ผู้บัญชาการที่บ้านจะเห็นเส้นผมยาวผิดปกติบนปกเสื้อของเราเวลากลับเข้าบ้านตั้งหลายเท่าครับ

ที่มา : จดหมายข่าว วท. / สิงหาคม / 2545

  Back |   Top


Magazine | Engineeringtoday . Construction & Property . ไฟฟ้าและอุตสาหกรรม . อินทาเนีย . Green network . บรรจุภัณฑ์ไทย . Mining Magazine .
Directory | ทำเนียบอุตสาหกรรมก่อสร้าง-วัสดุ . YellowGreen Pages Thailand .
Article | In Trend . WorldWatch . เวทีประลองความคิด . ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง . สู่ศตวรรษใหม่ . รายงานพิเศษ . บทความพิเศษ . FW-mail
Column | Travel . สกู๊ปพิเศษ . เยี่ยมชมโครงการ/โรงงาน . แฟ้มบุคคล . เทคโนโลยี . พลังงานสิ่งแวดล้อม . สิ่งประดิษฐ์ / งานวิจัย . รอบรู้เรื่องไอที
Knowledge | องค์กรวิศวกรรม&อุตสาหกรรม . โครงการสนับสนุนอุตสาหกรรม . บริการอุตสาหกรรม . มาตรฐานอุตสาหกรรม . ศัพท์ช่าง
Law | วิศวกรรม . อุตสาหกรรม . พลังงาน . ทรัพย์สินทางปัญญา


471/3-4 อาคารพญาไทเพลส ถ.ศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400 Tel. 0-2354-5333, 0-2644-6649 Fax. 0-2640-4260
Copyright ©TECHNOLOGY MEDIA CO.,LTD All right reserved