» Home » Magazine » News » Column » Article » Knowledge » Law » About us

ไอสไตน์ และ ไอสไตน์
วันที่ : 8/1/2003   Article:WorldWatch

ศ.ดร.พีรศักดิ์ วรสุนทโรสถ

          เมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ศ.2544 เฮอร์แมน ไอสไตน์ ได้เขียนจดหมายลับในประวัติศาสตร์ฉบับหนึ่งถึง ศาสตราจารย์ วิลเฮล์ม ออสต์วาลด์ (Wihelm Ostwald) แห่งมหาวิทยาลัยลิบซิก ประเทศเยอรมัน เล่าถึงเรื่องของความเป็นห่วงลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ขอร้องศาสตราจารย์ว่า

          "ขอได้โปรดให้อภัยแก่พ่อธรรมดาคนหนึ่งที่มีความห่วงใยในลูกชาย และบังอาจเขียนจดหมายมารบกวนท่านศาสตราจารย์ เพื่อขอร้องว่า ผมอยากจะเล่าเรื่องของลูกชายของผม อัลเบิร์ต ไอสไตน์ ซึ่งปีนี้มีอายุเพียง 22 ปี และกำลังมีความทุกข์และหมดกำลังใจ เพราะเขายังคงตกงานอยู่ และมีความฝันลม ๆ แล้ง ๆ เกี่ยวกับอาชีพในอนาคตและกำลังหดหู่ลงทุกวัน โดยที่เขาเองคิดว่าตัวเองเป็นลูกที่ต้องรบกวนพ่อแม่อยู่ ผมจึงได้เขียนจดหมายนี้มาเพื่อกราบขอร้องอาจารย์ถ้าจะกรุณาเรียกเขาไปพูดคุยให้กำลังใจแก่ไอสไตน์ เพื่อที่จะทำให้เขามีกำลังใจในการดำรงชีวิตและการทำงานต่อไป และถ้าท่านจะกรุณาพิจารณาให้งานช่วยสอนหรือผู้ช่วยนักทดลองในมหาวิทยาลัยในฤดูใบไม้ร่วงที่จะมาถึงด้วยก็จะเป็นพระคุณแก่กระผมเป็นอย่างยิ่ง จดหมายฉบับนี้เขียนขึ้นจากหัวอกของพ่อผู้มีความทุกข์ แต่กรุณาปิดเป็นความลับเพราะ อัลเบิร์ต ไอสไตน์ ลูกชายของผมไม่รู้เรื่องจดหมายฉบับนี้"

          แน่นอนครอบครัวของไอสสไตน์ไม่เคยได้รับคำตอบจากศาสตราจารย์ ออสต์วาลด์ ซึ่งเป็นอาจารย์ของ อัลเบิร์ต ไอสไตน์เลย

          คะแนนเฉลี่ยสะสมของไอสไตน์ในมหาวิทยาลัยที่จบออกมาไม่ค่อยดีนัก เขามีคะแนนเฉลี่ยสะสมในระบบเยอรมันในตอนนั้นเพียง 4.91 จากคะแนนเต็มทั้งหมดเท่ากับ 6 เป็นคนบุคลิกร่าเริง ชอบเล่านิทาน และไม่ค่อยเข้าเรียนหนังสือ จึงทำให้ศาสตราจารย์บางคนในมหาวิทยาลัยไม่ค่อยชอบหน้าเขาเท่าไรนัก เมื่อจบแล้วตกงาน บุคลิกที่เปลี่ยนไปจึงเป็นที่สังเกตและห่วงใยจากไอสไตน์ผู้พ่ออย่างมาก จึงเป็นต้นเหตุของจดหมายประวัติศาสตร์ดังกล่าว

          เหตุการณ์แปรผันครั้งใหญ่ของชีวิต อัลเบิร์ต ไอสไตน์ หลังจากตกงานอยู่ 1 ปี คือ เพื่อนร่วมชั้นของไอสไตนืในมหาวิทยาลัย มาร์เซล กรอสแมน (Marcel Grossman) ได้ช่วยหางานให้ไอสไตน์เข้าไปเป็นผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรในสำนักงานสิทธิบัตรที่เบิร์น ในปี พ.ศ. 2445

          ไอสไตน์แต่งงานกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนคือ มิเลวา (Mileva) มีรายได้จากการเป็นผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรของสำนักงานสิทธิบัตรของรัฐอยู่อย่างสบายพอสมควร ใช้ชีวิตยามเย็นและวันหยุดสุดสัปดาห์ในผับหรือเดินเล่น มีเวลาว่างมากพอสมควรสำหรับคิด คิด และคิด ซึ่งต่อมาเป็นงานยิ่งใหญ่เขย่าโลก

          ไอสไตน์ใช้ชีวิตในช่วงดังกล่าวถึง 6 ปี มีโอกาสได้ดู ได้ศึกษา ได้ตรวจสอบความคิด และสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่มีผู้คนนำมาให้ตรวจสอบและจดสิทธิบัตร ทำให้ไอสไตน์แตกฉานจากประสบการณ์และงานที่ทำอยู่ ตัวเขาเองมีความสนใจทางด้านคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ ซึ่งเป็นพื้นฐานหลักของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นประสบการณ์อันมีค่าต่าง ๆ ถูกสะสมจากสำนักงานสิทธิบัตร บวกกับความสนใจพื้นฐานวิชาการในอดีตตั้งแต่เด็กจนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยและความมีเวลาว่างจากงานจนสามารถนำมานั่งคิด ศึกษาหาความรู้ ตรึกตรอง โม่ความรู้ ความคิด กลั่นผลงานออกจากสมองในเวลาต่อมาเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่สำหรับมนุษยชาติได้ E=MC2 เป็นที่ติดปากของนกแก้วนกขุนทองทุกผู้ทุกนามในสังคมโลกปัจจุบัน แม้ว่ามีน้อยคนที่จะเข้าใจลึกลงไปในระดับควอนตัม ฟิสิกส์ หรือควอนตัม แมคคานิก ในปี พ.ศ. 2448 ไอสไตน์เริ่มต้นกลั่นผลงานอันยิ่งใหญ่นี้ออกมาเป็นชุด ๆ ที่เปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ในจักรวาลที่ นิวตัน ทำไว้ก่อนหน้านั้นเกือบ 300 ปี ไปอย่างสิ้นเชิง

          เราเคยเรียนว่าแสงเดินทางเป็นเส้นตรง แต่ไอสไตน์ผู้ผ่าเหล่าเริ่มบอกเราว่า สามารถพิสูจน์ได้ว่าแสงมิได้เดินทางเป็นเส้นตรงในทฤษฎีใหม่ และกว่าจะพิสูจน์ทางปฏิบัติได้จริงก็หลังจากนั้นอีกหลายสิบปี ไอสไตน์เสนอว่ามวลและพลังงานสามารถเปลี่ยนแปลงกลับไปมาได้ และทุกสิ่งในโลกสามารถใช้ควอนตัม แมคคานิก อธิบายได้ แม้แต่ตัวเราก็เป็นได้ทั้งรูปของอนุภาคและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แสงเองที่คิดว่าเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าก็สามารถมองกลับไปมาเป็นอนุภาคหรือคลื่นได้เช่นเดียวกัน เปิดโลกใหม่ ๆ ของอะตอม และอนุภาคอื่น ๆ ที่อยู่ภายในอะตอม และหลาย ๆ อย่างที่รอการพิสูจน์ในปัจจุบัน

          ผลงานของผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตถ้าศึกษาลึก ๆ ลงไปแล้วทั้งความล้มเหลวและความสำเร็จนั้นอยู่ใกล้ชิดกันมาก เรียนรู้จากความล้มเหลวและเรียนรู้จากความสำเร็จ ซึ่งอยู่โลกธรรมแปดของพุทธศาสนา รู้เท่าทันมันแล้วก็จะรู้ว่ามันเป็นสภาพธรรมชาติ มันเป็นตถตา มันเป็นของมันอย่างนั้นเอง

          อาจกล่าวได้ว่าความล้มเหลวเป็นครูผู้ยิ่งใหญ่ของความสำเร็จ และความสำเร็จเป็นเพียงความล้มเหลวของความล้มเหลวที่สะสมมาในอดีต ผู้ฉลาดย่อมรู้เท่าทันและใช้ประโยชน์จากประสบการณ์ทั้งสองได้เท่าเทียมกัน แม้แต่ไอสไตน์ยังสอบปริญญาเอกตกถึงสองครั้งก่อนที่จะสำเร็จ

          เอาประวัติส่วนหนึ่งของไอสไตน์มาเล่าให้ฟังเป็นกำลังใจเป็นอาหารให้แก่สังคม ให้แก่พวกเราที่ทำงานอยู่ตลอดชีวิต ประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาวกันมา เพื่อให้กำลังใจฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาและจะผ่านออกไปในชีวิต

          ส่วนสุภาษิตของผู้เขียนเองเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวก็คือ ในการทำงานนั้น นอกจากความรู้ทางทฤษฎีแล้ว "ถ้าไม่ลุย เขี้ยวก็จะไม่งอก และเขี้ยวจะลากดินได้ ต้องโดนกัดมาก่อนทั้งนั้นครับ"

ที่มา : จดหมายข่าว วท. / สิงหาคม / 2546

  Back |   Top


Magazine | Engineeringtoday . Construction & Property . ไฟฟ้าและอุตสาหกรรม . อินทาเนีย . Green network . บรรจุภัณฑ์ไทย . Mining Magazine .
Directory | ทำเนียบอุตสาหกรรมก่อสร้าง-วัสดุ . YellowGreen Pages Thailand .
Article | In Trend . WorldWatch . เวทีประลองความคิด . ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง . สู่ศตวรรษใหม่ . รายงานพิเศษ . บทความพิเศษ . FW-mail
Column | Travel . สกู๊ปพิเศษ . เยี่ยมชมโครงการ/โรงงาน . แฟ้มบุคคล . เทคโนโลยี . พลังงานสิ่งแวดล้อม . สิ่งประดิษฐ์ / งานวิจัย . รอบรู้เรื่องไอที
Knowledge | องค์กรวิศวกรรม&อุตสาหกรรม . โครงการสนับสนุนอุตสาหกรรม . บริการอุตสาหกรรม . มาตรฐานอุตสาหกรรม . ศัพท์ช่าง
Law | วิศวกรรม . อุตสาหกรรม . พลังงาน . ทรัพย์สินทางปัญญา


471/3-4 อาคารพญาไทเพลส ถ.ศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400 Tel. 0-2354-5333, 0-2644-6649 Fax. 0-2640-4260
Copyright ©TECHNOLOGY MEDIA CO.,LTD All right reserved