» Home » Magazine » News » Column » Article » Knowledge » Law » About us

มหาบุรุษ : จากประธานาธิบดีถึงผู้ว่า CEO
วันที่ : 11/13/2003   Article:WorldWatch

ศ.ดร.พีรศักดิ์ วรสุนทโรสถ

          สิทธิการิยะกล่าวไว้ว่า มหาบุรุษต้องมีคุณสมบัติหลักอยู่ห้าประการ คือ ประการแรกต้อง "หนักแน่นดั่งขุนเขา" ประการที่สองต้อง "กินเหล้าดั่งกินน้ำ" ประการที่สาม "ยามหิวโมโห" ประการที่สี่ "ยามอิ่มแล้วง่วง" ประการสุดท้าย "เห็นเด็กแล้วงุ่นง่าน" ซึ่งมักจะเป็นคุณสมบัติหลักของผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินบางผู้บางคนตลอดวันเวลาที่ผ่านมาจนมีเรื่องมีราวอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์เนืองๆ ในคุณสมบัติข้อสุดท้ายนี้

          ความจริงคุณสมบัติของการเป็นมหาบุรุษในสายตาของกูรูทางการบริหารขนาดเฮฟวีเวทอย่าง ปีเตอร์ ดรักเกอร์ ที่คนไทยรู้จักกันดีนั้นเคยเล่าไว้ว่า ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินนั้นจำเป็นต้องมีกฎเหล็กในการบริหารให้ได้เกรดเออยู่เหมือนกัน โดยในกฎทองหกข้อสำหรับผู้ที่จะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ หรือนายกรัฐมนตรีประเทศด้อยพัฒนาก็ตาม มีอยู่ว่า

          กฎข้อแรก เมื่อผู้คนเขาไว้ใจให้เข้ามารับผิดชอบกุมบังเหียนของประเทศต้องรีบสำรวจว่า "What need to be done?" ต้องดูว่าความจำเป็นหรือความต้องการเร่งด่วนในการแก้ปัญหาของประเทศอยู่ที่ใด แล้วก็เร่งทำให้ลุล่วงโดยด่วน โดยธรรมชาติแล้วผู้ที่อาสาเข้ามารับใช้ประเทศชาติต้องมีแนวทางความอยาก อยากที่จะทำบางสิ่งบางอย่างตามความฝัน หรือวิสัยทัศน์ของตนเองเป็นสำคัญ แต่ต้องสะกดความอยากส่วนตัวไว้ภายในก่อน ดูความสำคัญเร่งด่วนที่จำเป็นของประเทศก่อน ความฝันความอยากหรือวิสัยทัศน์ของตนเองนั้นอาจไม่ตรงกับความต้องการเร่งด่วนของประเทศในขณะนั้น การจัดเรียงลำดับความสำคัญแยกแยะหมู่หรือจ่าตรงนี้จึงจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ สังคม และตัวของประธานาธิบดี หรือนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีทั้งหลายในระยะยาวได้ ส่วนความฝันของตนนั้นเก็บไว้ทำเป็นโครงการต่อเนื่องระยะยาว กัดไม่ปล่อยภายหลัง

          กฎทองข้อที่สอง ที่ควรระมัดระวังอย่างยิ่งสำหรับผู้เป็นใหญ่ก็คือ "Don't bet on a sure thing" คืออย่าได้คิดว่าของตายบางอย่างจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างในโลกเป็นสภาพธรรมชาติที่เรียกว่า "ตถตา" มันเป็นของมันอย่างนั้นเอง มีการเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมชาติ "ป๋า" ก็ยังเคยถูกพวก "ลูกๆ ของป๋า" พยายามก่อการกบฏมาแล้ว สุภาษิตของไทยบอกไว้ว่า อย่าได้ไว้วางใจของสี่อย่าง คือ "ช้างสาร" "งูเห่า" "ข้าเก่า" "เมียรัก" ซึ่งเป็น "ของตาย" แต่อาจจะทำให้ตัวเองตายได้ ส่วนหลักคิดทางฝรั่งเองก็มีกฎของเมอร์ฟี่ที่บอกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมัน "บ่แน่ดอกนาย" จากประวัติศาสตร์ซึ่งซ้ำรอยอยู่เรื่อยๆ นั้นแม้เคยกล่าวคำปฏิญาณไว้ก็ยังสามารถกลายพันธุ์เป็นผู้ก่อการได้มาแล้วในอดีต หรือ OPEC ที่ครอบครองแหล่งน้ำมันสำรองของโลกกว่า 80% ยังถูกสหรัฐอเมริกาดัดหลังได้ โดยการเข้าประเทศแหล่งน้ำมันดิบในตะวันออกกลางดื้อๆ หรือเรือเดินสมุทรไททานิกที่สร้างขึ้นอย่างไม่มีวันจมของสหรัฐอเมริกา และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เวิร์ลเทรดเมื่อ 11 กันยายน ที่ทำให้สภาพความสั่นคลอนในภาวะ "ของตาย" ทางอำนาจค้ำโดยเทคโนโลยีที่เหนือกว่าชาวโลกต้องถูกประเมินใหม่ เรื่องที่จินตกวีเอกของโลกที่เป็นชาวไทยเพียงคนเดียวได้กล่าวไว้ว่า "แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน"

          กฎทองข้อที่สาม ในการทำงานของผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินนั้นให้ "Concentrate on strength" คือคนทุกคนมีจุดแข็งของตนเองในการทำงาน เพราะฉะนั้นขอให้เลือกให้อิงกับความเข้มแข็งของตนเอง การทำงานต้องรู้เขารู้เราจึงจะสามารถรบศึกร้อยครั้งชนะได้ทั้งร้อยครั้ง การรู้เขารู้เรานั้นต้องวิเคราะห์ตนเอง ซึ่งหลักอันหนึ่งที่นำมาใช้ได้คือการทำการวิเคราะห์ SWOT ซึ่งการทำ SWOT นี้ ถ้าถามว่าสิ่งใดสำคัญคำตอบที่โผล่ออกมาชี้เป็นชี้ตายก็คือ Strength กับ Opportunity ซึ่งศาสตราจารย์พาฮาราดได้เคยวิเคราะห์ไว้ว่าผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินต้องมีจุดแข็ง และต้องใช้จุดแข็งเป็นหัวหอกลุยออกไปข้างหน้าในการทำงาน ถ้าไม่มีก็ต้องฝึกฝนหาจุดแข็งหรือเสริมจุดแข็งของตนโดยการนำผู้เชี่ยวชาญจริงในสาขาต่างๆ ที่ต้องการเข้ามาช่วย การฝึกฝน อ่าน เสวนาธรรม อยู่เป็นนิจจะช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ให้ดีขึ้นทุกวันเวลาที่ผ่านไป สุภาษิตของไทยบอกว่า "เจ็ดวันเว้นดีดซ้อม ดนตรี ห้าวันอักขระวิธี เนิ่นช้า สามวันจากนารี เป็นอื่น วันหนึ่งเว้นล้างหน้า อับเศร้าหมองศรี" ในโลกแห่งความเป็นจริงในประเทศทั้งด้อยพัฒนาและพัฒนาแล้ว มักจะเอาผู้ที่เก่งที่สุดขององค์กรไปวุ่นวายในการแก้ไขปัญหา และละทิ้งโอกาสให้อยู่ตามยถากรรม การที่จะนำพาประเทศลุยไปข้างหน้าจะต้องฉกฉวยโอกาสที่มีอยู่ ช่องทางที่เปิดอยู่ ใช้ให้เป็นประโยชน์ให้เร็วที่สุด เพราะสภาพการแข่งขันในปัจจุบันการวางโครงการ การทำตามแผนงาน ต้องใช้คนที่เก่งที่สุดทำ คือการเน้นบนจุดแข็งเพื่อการพัฒนานั่นเอง

          กฎทองข้อที่สี่ ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินต้อง "No friend in the administration" อันนี้ดรักเกอร์แกแก่มากแล้วคงจะตั้งใจเขียนเรื่องนี้เตือนประธานาธิบดีคลินตันในเรื่องการเป็นเพื่อนใกล้ชิดกับเด็กฝึกงานลูวินสกี้กระมัง เพราะคุณสมบัติอันหนึ่งของคลินตันตั้งแต่เป็นผู้ว่าการรัฐอาคันซอร์แล้ว แกมีคุณสมบัติข้อสุดท้ายของมหาบุรุษตามสิทธิการิยะที่ว่า "เห็นเด็กแล้วงุ่นง่าน" อย่างครบถ้วนเต็มตัว การที่ปรามว่าไม่ควรให้ความเป็นเพื่อนสนิทสนมกับผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิดนั้น ผู้บริหารที่ยิ่งใหญ่มักจะเป็น "โดดเดี่ยวผู้น่ารัก" เพราะถ้าต้องตัดสินใจให้เกิดความถูกต้องแล้วจำเป็นต้อง "ทำในสิ่งที่ควรทำและเว้นในสิ่งที่ควรเว้น" มิใช่ "ทำในสิ่งที่ควรเว้นและเว้นในสิ่งที่ควรทำ" เพราะความรักใคร่ ความเกรงใจ ความกลัวการติฉินนินทา จะติดอยู่ในโลกธรรม 8 ได้โดยง่าย และอาจมีเวลาต้องมานั่งเสียใจในการตัดสินใจที่ถูกต้องแต่ฝืนใจตนเอง เพราะความใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้ใต้บังคับบัญชามากจนเกินไป ความจริงแล้วฝรั่งไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ ในส่วนของพุทธศาสนาได้สอนในเรื่องดังกล่าวไว้ว่าผู้บริหารต้องมีพรหมวิหาร 4 ซึ่ง พรหมวิหารตัวสุดท้ายกล่าวถึง อุเบกขา การวางเฉยอยู่เหนืออารมณ์ที่มากระทบ ไม่ว่าจะดีใจ เสียใจ ฯลฯ ดังนั้นถ้าผู้บริหารสามารถแยกแยะความถูกผิดสนิทชิดเชื้อกับความเป็นจริงของคนออกได้ มีอุเบกขาได้อย่างแท้จริง ก็จะไม่ถูกกระทบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากข้อนี้

          กฎทองข้อที่ห้า ผู้ที่เป็นใหญ่ในแผ่นดินต้อง "Do not micromanage" เมื่อคนใหญ่โตขึ้นงานรับผิดชอบในหน้าที่ก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว ผู้บริหารพึงระวังให้มีความพอดีในการทำงาน ไม่ล้วงลูกลงในแนวลึกจนผู้ใต้บังคับบัญชาอึดอัด หรือจนกระทั่งผู้ใต้บังคับบัญชาไม่สามารถพัฒนาความคิดและความรู้ความชำนาญได้ เพราะผู้ใหญ่ลงมาในรายละเอียดจนตัดสินใจเองหมด ผู้น้อยจะไม่เก่งจะไม่สามารถพัฒนาได้ ผู้ใหญ่เองก็จะเมาหมัดเพราะลงรายละเอียดมากเกินไป ใช้เวลาทำงานระดับภารโรงในเงินเดือนประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรี เสียประโยชน์ด้วยกันทั้งตนเอง ผู้ใต้บังคับบัญชา สังคม และประเทศชาติ จริงอยู่ผู้ใหญ่ต้องรู้เรื่องลึกลงมาในงานให้ดี แต่ในการรู้กับการล้วงลูกนั้นไม่เหมือนกัน ผู้บริหารทุกคนมีหน้าที่ในการ "ฝัน" ในการ "ขายความฝัน" ให้ลูกน้องฝันตาม และทำหน้าที่ "ประคองให้ความฝันเป็นจริง" แล้วฝันในเรื่องอื่นต่อไปเพื่อพัฒนาประเทศองค์กรหรือสังคมใหม่ ต้องมีเวลา "ว่าง" สำหรับนั่งคิด สำหรับการเสริมเพิ่มพูนความรู้จากการอ่าน การฟัง การดู และการบันเทิง เพื่อทำให้ผ่อนคลายปลอดโปร่งทางความคิด ถ้าผู้บริหารใดเป็นจอมล้วงลูกไม่มีวันจบแล้ว งานของตนเองก็จะพัง งานของลูกน้องก็จะพัง ประเทศสังคมองค์กรก็จะไม่ได้รับประโยชน์ ความละเอียดกับการล้วงลูกมีความหมายต่างกัน

          กฎข้อสุดท้ายของครักเกอร์สอนประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็คือ "Once elected, stop campaigning" คือเมื่อได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้มาบริหารประเทศแล้วควรตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพื่อประเทศชาติเสียที หยุดการหาเสียงได้แล้ว เพราะผลงานที่ทำจะเป็นการให้คะแนนเสียงที่ดีที่สุด ไม่ต้องฝอยโฆษณาชวนเชื่อไปวันๆ อย่างสมัยหาเสียงเสียให้ยาก บางคนตลอดชีวิตไม่เคยทำงานให้ได้ผล พอต้องมาทำงานจริงทำไม่เป็นก็ต้องหาเสียงไปเรื่อยๆ เพราะในสังคมไทยนั้นนิยมคนอย่างศรีธนญชัยมากกว่าคนทำงาน แล้วยังมีคำกล่าวด้วยว่า "ปากเป็นเอก เลขเป็นโท หนังสือเป็นตรี ชั่วดีเป็นตรา" ให้ความสำคัญในความปากไว ปากเก่ง มากกว่าการทำงาน บางพรรคการเมืองของไทยด่าเป็นด่าเก่งอย่างเดียว ทำงานไม่ค่อยเป็นเท่าไรนัก ในเรื่องนี้มีนิทานฝรั่งเรื่องหนึ่งอยากเล่าให้ฟังว่า มี "ไก่งวง" ตัวหนึ่ง (คำว่าไก่งวงเป็นสแลงอเมริกันที่มักค่อนแคะคนปัญญาทึบ หลอกง่าย หรือไอ้ทึ่ม อะไรทำนองนั้น) มองเห็นกาจับอยู่บนยอดไม้ลิบๆ ก็อยากจะบินได้สูงอย่างกาบ้าง เพราะตัวเองบินได้เตี้ยๆ ก็เลยถามกาว่า กินอะไรจึงสวยกินอะไรจึงบินได้สูงจนเกาะอยู่บนยอดไม้ได้ กาจึงหลอกไก่งวงว่าต้องกิน "ขี้วัว" จึงจะทำให้แข็งแรงบินได้สูง เมื่อวัวเดินผ่านมาขี้ไว้ตามทาง ไก่งวงของเราจึงอุดจมูกฝืนกินขี้วัวไปคำหนึ่ง แล้วก็รู้สึกแข็งแรงขึ้นตีปีก "พึบพับ" บินขึ้นไปเกาะอยู่บนกิ่งไม้เตี้ยๆ ได้ จึงรู้สึกว่าใช่เลย รีบบินกลับลงมากินขี้วัวอีกอึกใหญ่ แล้วบินขึ้นเกาะบนกิ่งไม้ที่สูงไปอีกขั้นหนึ่ง แล้วก็ดีใจมากถึงบางอ้อว่า ที่กาสามารถบินขึ้นเกาะบนยอดไม้สูงลิบๆ ได้เพราะกินขี้วัวนี่เอง จึงกลับลงมากินขี้วัวเป็นการใหญ่แล้วตีปีกบินขึ้นเพื่อไปเกาะบนกิ่งไม้ที่สูงขึ้นไปอีก เมื่อบินถึงยังไม่ทันหายเหนื่อยก็มีเสียงปืนลูกซองดังปัง แล้วไก่งวงก็ถูกปืนของชาวนายิงร่วงลงมาเป็นอาหารวันขอบคุณพระเจ้า เพราะเห็นตัวชัดบนกิ่งไม้ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "It is impossible to bullshit your way up to the top"

          บทความเรื่องนี้มิได้มีเจตนาล้อเลียนผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินท่านใด แต่ถ้าได้อ่านดูเล่นอาจได้ประโยชน์บ้างตามควรแก่ฐานะของแต่ละบุคคลซึ่งไม่เหมือนกัน เป็นของขวัญสำหรับว่าที่ผู้ว่า CEO ใหม่ สัตว์โลกทั้งหลายย่อมเป็นไปตามกรรม เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

  Back |   Top


Magazine | Engineeringtoday . Construction & Property . ไฟฟ้าและอุตสาหกรรม . อินทาเนีย . Green network . บรรจุภัณฑ์ไทย . Mining Magazine .
Directory | ทำเนียบอุตสาหกรรมก่อสร้าง-วัสดุ . YellowGreen Pages Thailand .
Article | In Trend . WorldWatch . เวทีประลองความคิด . ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง . สู่ศตวรรษใหม่ . รายงานพิเศษ . บทความพิเศษ . FW-mail
Column | Travel . สกู๊ปพิเศษ . เยี่ยมชมโครงการ/โรงงาน . แฟ้มบุคคล . เทคโนโลยี . พลังงานสิ่งแวดล้อม . สิ่งประดิษฐ์ / งานวิจัย . รอบรู้เรื่องไอที
Knowledge | องค์กรวิศวกรรม&อุตสาหกรรม . โครงการสนับสนุนอุตสาหกรรม . บริการอุตสาหกรรม . มาตรฐานอุตสาหกรรม . ศัพท์ช่าง
Law | วิศวกรรม . อุตสาหกรรม . พลังงาน . ทรัพย์สินทางปัญญา


471/3-4 อาคารพญาไทเพลส ถ.ศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400 Tel. 0-2354-5333, 0-2644-6649 Fax. 0-2640-4260
Copyright ©TECHNOLOGY MEDIA CO.,LTD All right reserved