» Home » Magazine » News » Column » Article » Knowledge » Law » About us

พิจารณาคดี "สารตะกั่วคลิตี้" นัดแรก: ภาคประชาชนประกาศปฏิญญาคลิตี้ 14 ข้อ หน่วยงานรัฐฟื้นฟูการปนเปื้อนสารตะกั่วในลำห้วย
TNN : Technologymedia News 6/29/2012


ศาลปกครองสูงสุดได้นัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกกรณีชุมชนคลิตี้ล่างฟ้องกรมควบคุมมลพิษให้ปฏิบัติหน้าที่ในการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้จากการปนเปื้อนสารตะกั่ว โดยอาสาสมัครกรีนพีซได้แต่งตัวเป็นมนุษย์ตะกั่วชูข้อความ “กรม (ไม่) ควบคุมมลพิษ” พร้อมถังตะกอนดินปนเปื้อนเพื่อสื่อสารเชิงสัญลักษณ์บริเวณหน้าอาคารศาลปกครอง พร้อมกันนี้เครือข่ายภาคประชาชนยังได้ประกาศปฏิญญาคลิตี้ 14 ข้อ เรียกร้องให้มีการฟื้นฟูลำห้วยและออกมาตรการเชิงรุกแก้ปัญหามลพิษและปกป้องสิ่งแวดล้อม

คดีสารตะกั่วปนเปื้อนห้วยคลิตี้ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ ซึ่งผลการพิจารณาคดีจะเป็นการวางบรรทัดฐานให้หน่วยงานรัฐปฏิบัติหน้าที่ต่อปัญหาดังกล่าวและยังสามารถใช้เป็นแนวทางปฏิบัติแก้ไขปัญหาอื่นๆ ที่คล้ายกันของประเทศ ในการพิจารณาคดีครั้งนี้ ชาวบ้านตัวแทนชุมชนคลิตี้ล่างได้แถลงยืนยันผลกระทบจากการปนเปื้อนสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ที่ทำให้วิถีชีวิตของชุมชนต้องเผชิญกับสิ่งแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย(1) โดยสิ่งที่ชาวคลิตี้ต้องการมากที่สุดขณะนี้คือการได้ลำห้วยคลิตี้ที่สะอาดปราศจากสารตะกั่วกลับคืนมา

สุรชัย ตรงงาม ประธานโครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม ในฐานะทีมกฎหมายของชุมชนชาวคลิตี้ กล่าวว่า กรณีคลิตี้ เป็นตัวอย่างของความไม่เป็นธรรมอย่างชัดเจนของประเทศไทย ทั้งการกระทำอันไร้ความรับผิดชอบของผู้ประกอบอุตสาหกรรมและการล่าช้าในการปฏิบัติงานของหน่วยงานรัฐ ซึ่งแม้จะเป็นกรณีปัญหาในพื้นที่เล็ก ๆ โรงงานเดียว และชัดเจนว่าปล่อยมลพิษจริง ภาครัฐยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แล้วกรณีที่ใหญ่ขึ้นอีกหลายกรณีที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ประชาชนคงไม่สามารถหวังอะไรจากหน่วยงานรัฐได้เลย

ในวันเดียวกัน ทางตัวแทนชุมชนและเครือข่ายภาคประชาชนด้านสิ่งแวดล้อมได้มอบ “ปฏิญญาคลิตี้ 14 ข้อ(2)” ต่อหน่วยงานภาครัฐ โดยมีตัวแทนจากกรมควบคุมมลพิษเป็นตัวแทนรับ ซึ่งปฏิญญาคลิตี้เกิดจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กรณีปัญหาในพื้นที่ต่างๆ จนนำมาสู่การกำหนดปฏิญญาเพื่อเป็นแนวทางแก้ไขและป้องกันปัญหาร่วมกัน ณ หมู่บ้านคลิตี้ล่าง เมื่อวันที่ 27พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา

ด้าน พลาย ภิรมย์ ผู้จัดการรณรงค์ประจำประเทศไทย กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ปฏิญญาดังกล่าวได้เกิดขึ้นจากปัญหาความเดือดร้อนที่ชุมชนถูกกระทำจากกลุ่มทุนและภาครัฐ ประชาชนจึงออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมและกระตุ้นภาครัฐให้คำนึงผลประโยชน์ของประชาชนและการรักษาทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมมากกว่าการปกป้องกลุ่มทุนอุตสาหกรรมดังนั้นหากภาครัฐนำไปพิจารณาและปฏิบัติ ก็จะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเดิมๆ ขึ้นมาอีก และเป็นการพิสูจน์ถึงความตั้งใจที่ดีของภาครัฐ

ทั้งนี้ ปฏิญญาคลิตี้มีหลักการสำคัญคือ ในพื้นที่ศักยภาพแร่และพื้นที่ที่ถูกกำหนดเป็นเป้าหมายอุตสาหกรรมนั้น ประชาชน ชุมชน และทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมต้องได้รับการพิจารณาคุ้มครองเป็นอันดับแรกก่อนการพิจารณาอนุญาตให้ประกอบกิจการและดำเนินการอุตสาหกรรม

อนึ่ง ผลศึกษาวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำและตะกอนดินในลำห้วยคลิตี้และดินที่เก็บเดือนกุมภาพันธ์ 2555 โดยหน่วยศึกษาและเฝ้าระวังมลพิษทางน้ำ กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบสารตะกั่วปนเปื้อนในตะกอนดินบริเวณพื้นผิวมากทุกตัวอย่าง คือประมาณ 3,384 มก./กก.-4,363 มก./กก. ซึ่งมากกว่าค่าพื้นฐานที่พบได้ตามธรรมชาติประมาณ 113 -145 เท่า และมากกว่าปริมาณที่ส่งผลรุนแรงต่อระบบนิเวศตามที่บางประเทศได้กำหนดมาตรฐานไว้ประมาณ 6-8 เท่า นอกจากนี้ยังพบการปนเปื้อนสารตะกั่วในดินบริเวณที่เคยเป็นที่ถูกน้ำท่วมจากลำห้วยในปริมาณสูงถึง 3,906 มก./กก.หรือมากกว่าค่ามาตรฐานคุณภาพดินของประเทศไทยที่กำหนดไว้สูงสุดประมาณ 5 เท่าโดยที่ผ่านมายังไม่เคยมีการศึกษาใดตรวจพบสารตะกั่วในดินบริเวณหมู่บ้านสูงถึงขนาดนี้มาก่อน

ล้อมกรอบ
ปฏิญญาคลิตี้ ได้กำหนดแนวทางที่ทุกภาคส่วนต้องปฏิบัติ 14 ข้อดังนี้

1. ชุมชนต้องได้รับการเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน เกี่ยวกับกิจกรรมเหมืองแร่ตั้งแต่ขั้นตอนการกำหนดพื้นที่ศักยภาพแร่ การสำรวจ การให้ประทานบัตรระหว่างประกอบกิจการ และภายหลังการประกอบกิจการ อาทิ ขอบเขตพื้นที่ประทานบัตร ข้อมูลการใช้สารเคมีในการผลิตและมลพิษต่างๆ ที่เกิดจากการประกอบกิจการการจัดการมลพิษต่างๆ และเอกสารอื่นๆ ที่ผู้ประกอบการยื่นขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐ

2. ประชาชนและชุมชนต้องมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการอนุรักษ์จัดการและการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน ประกอบการพิจารณาและตรวจสอบการอนุญาต การดำเนินการและการต่ออายุประทานบัตรการทำเหมืองแร่ของรัฐ

3. ประชาชนต้องสามารถตรวจสอบ และยกเลิกการประกาศแหล่งแร่ได้หากไม่เหมาะสม

4. ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไขพระราชบัญญัติแร่ เพื่อให้มีการตรวจสอบและคุ้มครองดูแลสิ่งแวดล้อมรวมทั้งสุขภาพอนามัย

5. รัฐต้องดำเนินการแก้ไขและกำจัดมลพิษโดยทันทีเมื่อตรวจสอบพบการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อม และสุขภาพประชาชน และหาผู้ก่อมลพิษเพื่อมารับผิดชอบต่อไป

6. รัฐต้องกำหนดค่ามาตรฐานสิ่งแวดล้อม เช่น ตะกอนดิน และสุขภาพอนามัย เช่น ปริมาณโลหะหนักในเลือด เพื่อเป็นเกณฑ์ในการตรวจสอบการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อม และสุขภาพอนามัยของประชาชน

7. รัฐต้องจัดให้มีกองทุนเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษ

8. กำหนดให้มีการวางเงินประกันความเสี่ยงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เมื่อเกิดผลกระทบให้นำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและเยียวยาสุขภาพโดยทันที

9. ต้องมีการตรวจสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในพื้นที่และชุมชนที่อาจได้รับผลกระทบจากการประกอบการเพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานก่อนมีการดำเนินการตามประทานบัตร และมีการตรวจทุกปีเพื่อเป็นมาตรการในการป้องกันการเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และก่อนการต่ออายุ การขยายพื้นที่ ประทานบัตร ต้องมีการตรวจสอบการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อมและสุขภาพก่อน หากพบว่ามีผลกระทบต้องไม่อนุญาตจนกว่าจะแก้ไขปัญหาเสร็จสิ้นก่อน

10. รัฐต้องคำนวณต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและความเสี่ยงต่อสุขภาพของชุมชนในการตัดสินใจอนุมัติอนุญาตการประกอบกิจการเหมืองแร่

11. ควรกำหนดโทษอาญากับหน่วยงานรัฐและผู้ก่อมลพิษ ในกรณีมีการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการอนุมัติอนุญาตเหมืองแร่ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างร้ายแรง

12. ต้องเปิดให้มีสถาบันการแพทย์ด้านอาชีวอนามัย และสุขภาพ ให้เพียงพอต่อการเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาสุขภาพที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม

13. ลดอายุการให้ประทานบัตรจากเดิม 25 ปี เป็น 10 ปี

14. ให้กรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้อย่างเร่งด่วนโดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของชุมชนคลิตี้ล่าง และภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แหล่งน้ำ ตะกอนดินและห่วงโซ่อาหารปลอดจากการปนเปื้อนสารตะกั่ว และชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำได้ดังเดิม

  Back |   Top


   ข่าวใหม่

    สภาสถาปนิก’19 ระดมทัพนวัตกรรมก่อสร้าง คาดมีผู้เข้าชมตลอดงาน 90,000 คน พร้อมเดินหน้ายกระดับวงการสถาปนิก -ธุรกิจก่อสร้าง 15/11/2562

    ราช กรุ๊ป เผยผลการดำเนินงาน 9 เดือน ปี’62 มีรายได้รวม 33,611 ล้านบาท ทุ่มทุนกว่า 2,000 ล้านบาท ซื้อหุ้นนวนครการไฟฟ้า เสริมความมั่นคงทางธุรกิจ 15/11/2562

    กฟภ. จัดงาน “Thailand Lighting Fair 2019” ชูนวัตกรรม PEA IHAPM และ PEA Solar Hero พลิกองค์กรสู่ Digital Utility 9/10/2562

    บีโอไอพร้อมผลักดันผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยสู่อุตสาหกรรมระบบราง 26/9/2562

    MRA 2019 งานแสดงเทคโนโลยีภาคอุตสาหกรรม  26/9/2562

    ปักหมุดต้องห้ามพลาด ‘แพ็ค พริ้นท์อินเตอร์เนชั่นแนล 2019’  17/9/2562

    อุตฯ – คมนาคม ผนึกกำลังเสริมแกร่งภาคการผลิตไทย เตรียมดึงโมเดลโครงสร้างพื้นฐานและการผลิตญี่ปุ่น ตั้งเป้าดันแบรนด์อิมเมจ “เมดอินไทยแลนด์” เทียบชั้น “เมดอินเจแปน” 13/9/2562

    สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย ชี้ อุตฯ ลวด - ท่อ ปี 63 โตแตะ 17.4 ล้านตัน 11/9/2562

  more...          



Magazine | Engineeringtoday . Construction & Property . ไฟฟ้าและอุตสาหกรรม . อินทาเนีย . Green network . บรรจุภัณฑ์ไทย . Mining Magazine .
Directory | ทำเนียบอุตสาหกรรมก่อสร้าง-วัสดุ . YellowGreen Pages Thailand .
Article | In Trend . WorldWatch . เวทีประลองความคิด . ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง . สู่ศตวรรษใหม่ . รายงานพิเศษ . บทความพิเศษ . FW-mail
Column | Travel . สกู๊ปพิเศษ . เยี่ยมชมโครงการ/โรงงาน . แฟ้มบุคคล . เทคโนโลยี . พลังงานสิ่งแวดล้อม . สิ่งประดิษฐ์ / งานวิจัย . รอบรู้เรื่องไอที
Knowledge | องค์กรวิศวกรรม&อุตสาหกรรม . โครงการสนับสนุนอุตสาหกรรม . บริการอุตสาหกรรม . มาตรฐานอุตสาหกรรม . ศัพท์ช่าง
Law | วิศวกรรม . อุตสาหกรรม . พลังงาน . ทรัพย์สินทางปัญญา


471/3-4 อาคารพญาไทเพลส ถ.ศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400 Tel. 0-2354-5333, 0-2644-6649 Fax. 0-2640-4260
Copyright ©TECHNOLOGY MEDIA CO.,LTD All right reserved